บทความเด่นประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Primary Status/Secondary Status ใครเป็นใคร อัพอะไร ให้บอกต่อ

Primary Status/

Secondary Status

สวัสดีครับเพื่อนๆ คราวก่อนผมได้ให้ข้อมูลเรื่องสกิลไปแล้ว วันนี้เรามาพูดเรื่องค่าสเตตัสกันดีกว่าครับ จะได้ครบเครื่องเรื่องการอัพ เดี๋ยวเรามาพูดเรื่อง สเตตัสไหนของใคร กับ อัพยังไง กันดีกว่าครับ

Statusคืออะไร

Statusคือค่าสถานะที่จะมีผลกับการคำนวณแดมเมจที่ตัวละครจะทำได้ โดยStatusหลัก (Primary Status) จะเป็นค่าที่มีผลเด่นชัดกว่า (Secondary Status) เป็นค่าที่เห็นผลน้อยกว่า อย่างไรก็ดีค่าทั้งสองยังคงมีผลกับการคำนวณแดมเมจอยู่แม้จะเห็นผลมากน้อยกว่าก็ตาม ซึ่งในอดีตนอกจากการคำนวณแดมเมจแล้ว ค่าStatusทั้งหลักและรองมีความจำเป็นในการสวมอุปกรณ์ด้วย แต่ในปัจจุบัน "นับตั้งแต่แพทช์ Tempest เป็นต้นมา ค่า Status รองได้ถูกปลดจากเงื่อนไขของการสวมอุปกรณ์ไปแล้ว" ทำให้การเล่นสายเพียวทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันหากกดAuto-Assign ก็จะทำการอัพแบบเพียวให้ทันที

แต้มStatusได้มาจากไหน

ทุกครั้งที่ตัวละครเลเวลอัพ จะได้รับแต้มAP(Ability Point)มาใช้เพื่อการอัพStatusในปริมาณเลเวลละ5แต้ม การเปลี่ยนอาชีพในคลาส3และคลาส4จะมีโบนัสให้ ครั้งละ5แต้มด้วยเช่นกัน
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

การอัพStatus

เราสามารถอัพสเตตัสได้จากหน้าต่าง Character Stat โดยการคลิกที่ปุ่มด้านท้ายของStatusที่ต้องการอัพ หรือ คลิกที่Auto-Assignเพื่ออัพอัตโนมัติ โดยระบบจะทำการลงแต้มทั้งหมดไปที่Primary Statให้เอง เนื่องจากเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุด(ไม่ได้อัพกระจายๆเหมือนเมเปิ้ลสมัยก่อน) โดยปุ่มต่างๆจะวางอยู่ในตำแหน่งดังต่อไปนี้
สำหรับกรณีของXenonจะมีการอัพแบบAuto Assignที่ถูกจำกัดปริมาณตามสกิลPassiveของตัวเองอยู่ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรกระจายอัพทั้ง3ค่า ไม่ว่าจะอัพแบบกดเอง หรือ แบบAutoค่าใดค่าหนึ่งจนครบจำนวนแล้วค่อยทยอยไปค่าต่อๆไปก็ตาม ทั้ง3ค่าครบหมด ก็จะทำการปลดล็อคให้อัพต่อได้เอง

Statusอัพยังไงดี

การอัพStatusของแต่ละอาชีพ ควรอัพStatusหลักทั้งหมดเลย(อัพเพียว)เนื่องจากเมเปิ้ลในยุคปัจจุบัน ไม่มีเหตุผลใดที่Statusรองจะคุ้มค่ากว่าStatusหลัก เพราะStatusหลักเห็นผลที่ชัดเจนกว่า และ ไม่ต้องใช้Statusรองในการสวมอุปกรณ์ดังเช่นสมัยก่อนอีกแล้ว ดังนั้นผู้เล่นควรกดอัพแบบAuto Assignเพื่อความสะดวก ป้องกันไม่ให้มีการอัพผิดจากการจิ้มทีละแต้ม ส่วน HP และ MP นั้น ถึงแม้เมื่อก่อนจะอัพกันก็ตาม แต่ทางทีมงานไม่ค่อยแนะนำครับ เนื่องจากไม่มีคอนเซปท์การWashแต้มเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อีกทั้งHPก็ไม่ได้จำเป็นมากนักในการลงบอส เพราะบอสส่วนใหญ่ตีเป็น%ยิ่งเลือดเราเยอะ จะยิ่งโดนแรงเป็นสัดส่วนกัน
Blood Pact ภาพจากhttp://maplestory.wikia.com
กรณีของ Demon Avenger ถึงแม้จะเป็นเป็นสายWarrior ที่ไม่ได้อัพSTRแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการสวมไอเท็มเนื่องจากDAมีสกิลติดตัวBlood Pactที่มีผลช่วยให้เราเพิกเฉยต่อความต้องการค่าสถานะในการสวมอุปกรณ์

ตารางแสดงStatusหลักและรอง


ตารางนี้จะแสดงถึงค่า Statusทั้งหลักและรอง ของแต่ละสายอาชีพ 
(บางอาชีพอาจจะมีมากกว่าหนึ่งค่า)
สายอาชีพStatusหลักStatusรอง
Warrior (ยกเว้น Demon Avenger)STRDEX
MagicianINTLUK
BowmanDEXSTR
Thief (ยกเว้น Shadowers, Dual Blades และ Xenon)LUKDEX
Thief (Shadowers, Dual Blades)LUKDEX+STR
Pirate (ถือปืน, Angelic Buster)DEXSTR
Pirate (ถือสนับมือ, Cannoner)STRDEX
Demon AvengerHPSTR
XenonSTR+DEX+LUKไม่มี

จบกันไปอีกหนึ่งเรื่องนะครับ หวังว่าเพื่อนๆคงได้ประโยชน์กันนะครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบ คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องอะไรนั้น อย่าลืมติดตามนะครับ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ

วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Skill Type & Skill Build Guide สกิลมากเหลือ เพื่อเธอได้ใช้ พร้อมแนวทางการอัพ

Skill Type & Skill Build Guide

สวัสดีครับเพื่อนๆ เป็นไงบ้าง ใกล้จะถึงเวลาเซิฟไทยเปิดแล้ว ใครรอกันอยู่บ้าง หรือ ใครจะเล่นเซิฟเวอร์นอกก็ไม่ว่ากันครับ แค่เล่นเมเปิ้ลด้วยกันกับเพื่อนๆ ก็เป็นเรื่องน่าดีใจแล้ว วันนี้ผมจะมาอธิบายเรื่องสกิลในเกมเมเปิ้ลมีแบบไหนบ้าง และ แนวทางการเลือกอัพสกิลกันครับ

แนวทางการอัพสกิลโดยทั่วไป

ผู้เล่นสามารถเลือกหาแนวทางของแต่ละสายอาชีพได้จากผู้เล่นที่เชี่ยวชาญแล้วทำการลอกได้ แต่หากสายอาชีพนั้นๆหาแนวทางในการลอกไม่ได้ หรือ เรามีไอเดียที่แหวกแนว ผู้เล่นมีสิทธิที่จะเลือกเองได้ แต่อย่างน้อยๆควรคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้

ขั้นตอนการอัพสกิลสายอาชีพโดยทั่วไป

  1. อัพสกิลโจมตี ไถ/ดึง โดยเฉพาะสกิลที่ใช้เก็บเลเวลก่อนอย่างน้อย1แต้มเมื่อเปลี่ยนคลาส
  2. อัพสกิลช่วยเคลื่อนที่อัพให้เต็ม สกิลประเภทนี้ยิ่งอัพยิ่งใช้MPน้อยลง
  3. อัพสกิล Passiveเต็ม เนื่องจากจะช่วยเร่งความสามารถ โดยที่ไม่เปลืองMP
  4. อัพสกิลบัฟ ในเลเวลที่เหมาะสมใช้งานให้ระยะเวลาบัฟนานพอ ไม่ต้องกดใหม่บ่อยๆ
  5. แวะไปอัพสกิลโจมตีหลัก จนถึงเลเวลที่ควรอัพ(นับแต้มดีๆว่าพอมั้ย)ถ้าไม่พออัพเต็ม และ ไม่จำเป็นต้องใช้ยันEnd-Gameให้อัพเท่าที่อัพได้แล้วหยุด
  6. แวะกลับไปอัพสกิลบัฟให้เต็ม(ถ้าจำเป็นต้องเต็ม)
  7. แต้มช่วงสุดท้ายค่อยไปอัพพวกสกิลไถ/ดึง สกิลวางป้อม/เหยื่อล่อ เพราะสกิลพวกนี้ไม่ค่อยมีโอกาสบ่อยนักที่จะใช้ช่วงเก็บเลเวลกับมอนตามฉาก 

    ความเข้าใจในการอัพสกิล

    • นับจำนวนSkill Pointที่ได้รับ เทียบกับสกิลที่จำเป็นต้องอัพ บวกลบดีๆว่าพอมั้ย จำนวนแต้มสามารถตรวจสอบได้ที่นี่ >>คลิก<<
    • ควรเข้าใจในPlay Styleของอาชีพนั้นๆ โดยศึกษาจากสกิลทั้งหมดยัน End Game ว่าสกิลไหนใช้หรือไม่ใช้ในช่วงท้ายเกม เพราะสกิลเหล่านี้เราต้องใช้ไปตลอด สกิลที่ไม่ได้ใช้ในช่วงหลัง ไม่มีความจำเป็นต้องอัพเต็ม ถ้าแต้มไม่เหลือจริงๆ
    • สกิลบางชนิดที่อัพแล้วไม่มีความแตกต่างกันมาก เพียงแค่ระยะเวลาบัฟนานขึ้นเฉยๆเช่นสกิลWeapon Boosterจะอัพเต็มหรือไม่ก็ได้
    • สกิลทางผ่านโดยเฉพาะที่ผ่านไปสกิลสำคัญภายหลัง ต้องอัพให้ครบตามเงื่อนไข ห้ามพลาดเด็ดขาด มีผู้เล่นมือใหม่พลาดในส่วนนี้เป็นจำนวนมากถึงขั้นลบตัวหรือเลิกเล่นไปหลายคน
      สามารถตรวจสอบได้ที่นี่ >>คลิก<<
    • สกิลโจมตี ส่วนใหญ่จะโดนทดแทนด้วยสกิลใหม่เมื่อเปลี่ยนคลาส ให้ศึกษาPlay Styleให้ดี มีแค่บางกรณีที่สกิลไม่โดนทดแทนเนื่องจากมีการบัฟจากสกิลคลาสสูงขึ้น
    • สกิลคลาส4อัพเต็มได้ทุกสกิล แต้มพอ ทีมสร้างเกมนับมาแล้ว ดังนั้นให้อัพสกิลตามขั้นตอนโดยไม่ต้องกลัวว่าแต้มจะขาด
    • สมัยนี้ไม่ต้องเคลียแต้มให้หมดก่อนเปลี่ยนคลาสแล้ว ไม่เหมือนกับเมื่อก่อน ดังนั้นถ้ายังไม่ชัวร์ ปล่อยแต้มทิ้งไว้ก่อนก็ได้ ไว้มั่นใจค่อยอัพ

    การแบ่งประเภทสกิล

    บทนำ

    Skill หมายถึง ทักษะที่ตัวละครของเรามี ที่นอกเหนือจากสิทธิพื้นฐานในเกมเมเปิ้ล(เดิน กระโดด ปีน ใช้ไอเท็ม ฯลฯ) ซึ่งมีมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการโจมตี เพิ่มพูนสถานะ ฟื้นฟูจากความเสียหาย ลดความสามารถของเป้าหมาย เรียกผู้ช่วย อัพเกรดไอเท็ม ฯลฯ และอีกหลายอย่าง ซึ่งSkill แยกรูปแบบใหญ่ๆได้ 3 รูปแบบ คือ 
    1. Active Skill หมายถึง สกิลที่ต้องทำการเรียกใช้จึงจะมีผล
    2. Passive Skill หมายถึง สกิลที่มีผลแม้เราจะไม่ได้เรียกใช้
    3. Toggle Skill หมายถึง สกิลที่เลือก เปิด/ปิด การใช้งานได้ ตามแต่ผู้ใช้จะเลือก
    โดย Skill ทั้ง Active และ Toggle ในบางครั้งก็จะมีผลแบบPassiveเป็นของแถมมาด้วยเช่นกัน 

    ชนิดของสกิลในเกมเมเปิ้ลตามแหล่งที่มาของสกิล

    สกิลในเกมเมเปิ้ลมีแหล่งที่มาที่แตกต่างกัน หากแบ่งตามSourceจะแยกได้ดังนี้
    1. Job Skill
      สกิลชนิดนี้เป็นสกิลที่ตัวละครเรียนรู้มาจากการเป็นอาชีพนั้นๆ เป็นสกิลของแต่ละสายอาชีพ สกิลประเภทนี้จะต้องใช้แต้มอัพ มักจะมีการอัพผิดในผู้เล่นใหม่ สกิลมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งทำแดมเมจ บัฟ ฟื้นฟู ฯลฯ ส่วนใหญ่แต้มจะพออัพทุกสกิลแต่อาจไม่เต็มทั้งหมดในช่วงคลาสหนึ่งถึงสาม แต่ในช่วงคลาสสี่จะพออัพให้เต็มทุกสกิล
    2. Hyper Skill
      สกิลชนิดนี้คือสกิลขั้นสูงที่ต้องใช้แต้มเฉพาะในการอัพ สกิลประเภทActiveและPassiveจะใช้แต้มแยกต่างหากกัน ในส่วนActiveแต้มพออัพเต็มทุกสกิล แต่สกิลPassiveจะต้องเลือกอัพ
    3. V Matrix Skill
      สกิลชนิดนี้เริ่มใช้ในคลาส5(คลาสV)สกิลประเภทนี้มีแยกย่อยไปอีกหลายประเภท ทั้ง สกิลบูส สกิลใช้งาน สกิลบัฟ โดยสกิลจะไม่ต้องใช้แต้มในการอัพ แต่ต้องหาไอเท็มมาอัพเกรด และ ทำการถอด/ใส่ สลับใช้งานได้
    4. Link Skill
      สกิลชนิดนี้ได้จากการเล่นตัวละครอื่นๆในไอดีของเราและทำการถ่ายทอดให้กับตัวละครในไอดีเดียวกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวรับสกิล สกิลชนิดนี้ไม่ต้องใช้แต้มอัพเช่นกัน สกิลส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นPassiveเพิ่มสถานะ มีบางสกิลเท่านั้นที่เป็นสกิลActive
    5. Boss Soul Skillสกิลชนิดนี้ได้จากการอัพเกรดอาวุธของเราให้มีคุณสมบัติSoul Weaponแล้วนำเอาSoulของบอสใส่ลงไป โดยสกิลส่วนใหญ่เป็นสกิลจู่โจมและสกิลอัญเชิญ
    6. Equipment Skill
      สกิลประเภทนี้ได้จากการสวมใส่ไอเท็ม ที่มีการแถมสกิลมาให้ เช่นแหวนAngelic Blessing, แหวนจากTower of OZ หรือไอเท็มที่มี Decent Skill จากHidden Potential
    7. Quest Skill
      สกิลที่ได้จากการทำเควส มักจะไม่ต้องใช้แต้มอัพ แต่บางสกิลอย่าง Call of CygnusจะไปรวมกับสกิลชนิดJob Skill สกิลชนิดนี้เช่นWill of Alliance ,Soaring ,UA Skill
    8. Event Skill
      สกิลที่ใช้ได้ชั่วคราวแค่ช่วงกิจกรรมเท่านั้น เช่นสกิลของOmega Sector และ Elunite
    9. Guild Skill
      สกิลที่จะได้รับจากการเป็นสมาชิกกิลด์ สกิลประเภทนี้ต้องเลือกอัพ แต่เป็นสิทธิการตัดสินใจของผู้ดูแลกิลด์ว่าจะอัพเกรดสกิลไหน โดยการใช้งานสกิลประเภทนี้ต้องใช้แต้มกิลด์เป็นค่าใช้จ่าย

    ชนิดของสกิลตามการใช้งาน

    เป็นวิธีการจำแนกสกิลที่ไม่เป็นทางการเท่าไหร่ แต่นิยมในหมู่ผู้เล่น เพื่อให้เข้าใจลักษณะการทำงานของสกิลได้ง่ายๆ
    1. สกิลโจมตี

      1.1สกิลประเภทจู่โจมทำแดมเมจ
      สกิลประเภทนี้จะเน้นการโจมทำแดมเมจเป็นหลัก เป็นสกิลที่มักจะถูกทดแทนเมื่อได้สกิลที่ดีกว่าตอนหลังจากเปลี่ยนคลาส สกิลประเภทนี้มักจะเป็นตัวเลือกในการอัพไม่เต็ม มักจะเป็นสกิลหลักในการฟามเก็บเลเวล
      Bomb Punch Effect
      1.2สกิลไถ/ฉุด
      สกิลประเภทนี้เน้นการจัดระเบียบมอน บังคับตำแหน่งมอน ให้เข้าหา/ออกห่าง จากตัวละครเรา จุดประสงค์เพื่อการรวมกลุ่มมอนให้อยู่ในระยะโจมตี
      Combo Force Effect
      1.3สกิลวางป้อม/เหยื่อล่อ
      เป็นสกิลที่ผู้ใช้วางทิ้งไว้เพื่อให้เกิดผลเสียกับศัตรูเช่น การทำดาเมจ หลอกล่อให้มอนเบนเป้าหมายโจมตี
      Door of Truth Effect
      1.4สกิลกับดัก
      สกิลชนิดนี้เน้นการวางกับดักที่วางอยู่ตามฉากเพื่อสร้างดาเมจต่อเนื่อง มักจะเป็นสกิลของสายเมจ
      Chilling Step Effect
      1.5สกิลสร้างความเสียหายวงกว้าง
      สกิลประเภทนี้ก็ถือเป็นสกิลจู่โจมเช่นกัน แต่จะมีการทำแดมเมจที่รุนแรงและกว้างขวางมีเป้าหมายหลายตัว มักจะมีcooldownในการใช้งาน สกิลประเภทนี้มักจะมีผลคำสาปหรือความสามารถแบบpassiveเป็นของแถมให้ด้วย
      Meteor Effect
    2. สกิลสนับสนุน

      2.1สกิลบัฟ
      เป็นสกิลที่ใช้ในการเพิ่มสถานะให้กับตัวละครเพื่อให้มีความสามารถที่สูงกว่าสถานการณ์ปกติ
      Magic Booster Effect
      2.2สกิลดีบัฟ
      เป็นสกิลที่สร้างสถานะผิดปกติให้เป้าหมาย ทั้งคำสาปต่างๆ หรือ การลดสถานะ
      Slime Virus Effect
      2.3สกิลจับมอน
      เป็นสกิลที่ใช้หยุดการเคลื่อนไหวของเป้าหมายภายในระยะเวลาที่กำหนด
      Bloody Imprison Effect
      2.4สกิลวางเสา
      สกิลประเภทนี้จะเหมือนกับสกิลวางป้อม แต่จะเน้นไปที่การสนับสนุน
      Holy Fountain Effect
      2.5สกิลฟื้นฟู/ชุบชีวิต
      สกิลชนิดนี้เน้นผลลัพธ์ในการรักษาความเสียหาย ฟื้นฟูสภาพตัวละครให้กลับสู่ปกติ
      Heal Effect
      2.6สกิลกันKO
      เป็นสกิลที่หลังบัฟไปแล้วจะไม่มีผลอะไร แต่ติดตัวเราไปแล้วจะออกผลหลังจากตัวละครตาย
      2.7สกิลรักษาอาการผิดปกติ
      สกิลประเภทนี้ถ้าใช้ในเวลาปกติจะไม่มีผลอะไร แต่ถ้าใช้ในขณะติดสถานะผิดปกติชนิดต่างๆ จะเป็นการรักษาให้หาย กลับเข้าสู่สภาวะปกติ
      Dispel Effect
    3. สกิลอัญเชิญสกิลชนิดนี้จะมีผลเป็นแบบสกิลประเภทที่1 และ/หรือ ประเภทที่2 แต่จะใช้วิธีการคำนวณแดมเมจและระยะเวลาสกิลที่แตกต่างออกไป (สกิลประเภทนี้จะใช้Summon Duration ในการยืดระยะเวลา Buff Durationจะไม่มีผล)
      3.1อัญเชิญจู่โจม
      อัญเชิญผู้ช่วยมาเพื่อจุดประสงค์ในการใช้สกิลประเภทจู่โจม

      Bahamut Effect
      3.2อัญเชิญบัฟ
      อัญเชิญผู้ช่วยมาเพื่อจุดประสงค์ในการใช้สกิลประเภทสนับสนุน
      Beholder's Buff Effect

    4. สกิลเคลื่อนที่

      4.1แฟลชจั้ม
      เป็นสกิลที่มักจะต้องกระโดดก่อนถึงจะใช้ได้ มีผลในการเคลื่อนที่อย่างว่องไว
      Double Jump Effect
      4.2เทเลพอต
      สกิลที่ใช้ในการเคลื่อนที่อย่างว่องไว เป็นสกิลชนิดที่นิยมในสายนักเวทย์
      4.3สกิลบลิ้ง
      คล้ายกับสกิลเทเลพอต เพียงแต่จะเน้นไปที่การวิ่งเข้าหามอนโดยตรง
      Special Movement Skill Flash
      4.4สกิลเคลื่อนที่แนวดิ่ง
      เป็นสกิลที่ช่วยให้ตัวละครเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในแนวดิ่งได้ 
    5. สกิลติดตัว

      5.1แบบมีผลตลอด
      เป็นสกิลที่จะมีผลกับตัวละครทันทีเมื่อใช้แต้มอัพไปแล้วและจะเปิด/ปิดไม่ได้
      5.2แบบมีเงื่อนไข
      เป็นสกิลติดตัวที่จะทำงานก็ต่อเมื่อสถานการณ์เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนใหญ่จะทำงานเมื่อHPต่ำกว่าที่กำหนด เช่นสกิลเร่งสถานะของลูมินัส สกิลอมตะของดาร์คไนท์
      Reincarnation Effect
      5.3สกิลเปิด/ปิด
      สกิลติดตัวชนิดนี้มักจะมีผลที่ทำให้สไตล์การเล่นเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากจึงต้องทำให้บอสไม่สามารถปลดได้ไม่งั้นวิธีการเล่นจะเปลี่ยนแปลง จึงถูกออกแบบให้ เปิด/ปิด การใช้งานได้
      Beholder Effect
    6. สกิลชนิดอื่นๆที่ไม่เข้าพวก

      6.1สกิลอัพเกรดไอเท็ม
      สกิลที่จำเป็นในการอัพเกรดไอเท็มบางชนิดเช่น Legendary Spirit หรือ Nebulite Fusion
      6.2สกิลจำเป็นเพื่อผ่านเควส
      สกิลที่จำเป็นในการผ่านเควสบางอย่าง เช่น Soaringที่ใช้ในการทำDRPQ

    วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560

    SP Gain การได้รับSkill Point ในปัจจุบันหลังแพทช์ Star Force

    Skill Points/Hyper Skill Points

    ข้อมูลในหน้านี้จะแสดงถึงแต้มSkill Points(SP)ที่จะได้รับ ของตัวละคร ในระบบปัจจุบันที่เริ่มใช้ตั้งแต่แพทช์ Touch of the Coordinator เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน
    ขอบคุณข้อมูลจาก : strategywiki.org

    แต้ม Skill Points(SP)/Hyper Skill Points(HSP,HAP)

    Skill Points : เป็นแต้มที่จำเป็นในการอัพเลเวลสกิล โดยสกิลนั้นๆจะเรียนมาตอนเปลี่ยนคลาสหรือทำเควสก็ตาม ถ้าสกิลยังไม่เต็ม โดยทั่วไปจะใช้แต้มSPนี้ในการอัพเลเวล(ยกเว้นบางสกิลที่อัพด้วยวิธีอื่นๆ เช่น Noble Mind,Link Skillต่างๆ) สามารถหาแต้มนี้ได้จากการอัพเลเวลตั้งแต่สร้างตัวจนถึงเลเวล140 และบางคลาสจำเป็นต้องทำเควสเพื่อให้ได้มา
    Hyper Skill Points : เป็นแต้มที่จำเป็นในการอัพเลเวลสกิลHyper โดยจะแบ่งเป็น Hyper Passive-skill Points (HPP) และ Hyper Active-skill Point(HAP)ได้มาจากการที่เลเวลไปถึงจุดที่กำหนดเท่านั้นไม่ใช่ได้ทุกเลเวล ซึ่งสกิลประเภทนี้จะมีใช้ในทุกอาชีพ เว้นก็แต่เพียงอาชีพ Zero ที่จะมีสกิลเฉพาะให้อัพซึ่งเรียกว่า Transcendent Skills

    การได้รับแต้ม Skill Points

    โดยทั่วไปเราจะได้แต้มSkill Pointsทุกเลเวล เลเวลละ3แต้ม นับตั้งแต่เราเปลี่ยนคลาส1เป็นต้นไป ยันเลเวล200 แต่ในปัจจุบัน หลังแพทช์ Star Force ได้มีการปรับให้แต้มSkill Pointในช่วงคลาส4ได้รับในสัดส่วนที่ต่างจากเดิม และ หยุดที่เลเวล140 หลังจากนั้นจะเป็นธุระของHyper Skillแทน แต่ไม่ต้องห่วง เพราะผู้เล่นจะมีแต้มพอที่ใช้ในการอัพสกิลคลาส4เต็มทุกสกิลแน่นอน โดยการได้รับแต้มSPจะมีหลักๆคือ เลเวลอัพ,รางวัลจากการเปลี่ยนคลาส,ทำเควส(บางอาชีพ) รายละเอียดตามคลาส ดังต่อไปนี้

    คลาสเริ่มต้น

    ในช่วงคลาสเริ่มต้นจะมีเพียงBeginner(สายExplorer) และ Citizen(สายResistance)ที่มีแต้มสกิลให้อัพเอง ส่วนสายอื่นๆถึงแม้จะมีคลาสเริ่มต้น(เช่น Noblesse)แต่ก็จะไม่ต้องอัพสกิลเอง

    คลาสหนึ่งถึงสาม

    ช่วงคลาส 1 - 3 นั้นแต่ละสายอาชีพจะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป สามารถตรวจสอบได้จากข้อมูลด้านล่าง






    คลาสสี่

    สำหรับคลาส4ทุกอาชีพ(ยกเว้นZero)จะได้แต้มเหมือนกันตั้งแต่เลเวล101ไปจนถึง140 ดังนี้
    • ช่วงเลเวล101 - 110 ได้รับแต้มSP 3 แต้ม
    • ช่วงเลเวล111 - 120 ได้รับแต้มSP 4 แต้ม
    • ช่วงเลเวล121 - 130 ได้รับแต้มSP 5 แต้ม
    • ช่วงเลเวล131 - 140 ได้รับแต้มSP 6 แต้ม
    SP x 2 Level Up
    เอฟเฟคเลเวลอัพช่วงที่ได้แต้ม2เท่า
    เลเวลที่เลขลงท้ายด้วย 3, 6, 9, 0 จะได้แต้ม 2 เท่า 
    ได้แก่ 103,106,109,110
              113,116,119,120,
              123,126,129,130,
              133,136,139,140,
    **รวมทั้งสิ้น255แต้ม**
    สามารถดูแบบแจกแจงตามเลเวลได้จากตารางที่แสดงด้านล่าง
    SP Acquisition
    ตารางSPนับตั้งแต่เลเวล101ถึง140 จาก orangemushroom,net
    ทีมพัฒนาเกมได้คำนวณมาแล้วว่าแต้มในคลาส4พออัพสกิลเต็มทุกสกิล สบายใจได้

    คลาสZero

    สำหรับZeroนั้น เมื่อสร้างตัวละครมาจะจัดเป็นคลาสสี่ทันที และจะได้สกิลพ้อยติดตัวมา แต่จะถูกบังคับให้อัพสกิลMastery คลาสนี้จะได้รับSPทุกครั้งที่เลเวลอัพไปจนถึงเลเวล200

    การได้รับแต้ม Hyper Skill Points

    อย่างที่ได้กล่าวไปเบื้องต้น  Hyper Skill จะใช้แต้มSkill Pointsชนิดพิเศษ ที่แบ่งออกได้เป็น2แบบ ได้แก่ Hyper Passive-skill Points (HPP)ใช้ในการเพิ่มความสามารถสกิลที่มีอยู่เดิม และ (HAP) Hyper Active-skill Point โดยทุกอาชีพจะมีสกิลเป็นของตัวเองไม่ได้ใช้ร่วมกับใคร ซึ่งแต้มที่ได้จะเริ่มตั้งแต่เลเวล140ไปถึง200 รายละเอียดมีดังนี้
    Level 140: 1 HPP
    Level 150: 1 HAP
    Level 160: 1 HPP
    Level 170: 1 HAP
    Level 180: 1 HPP
    Level 190: 1 HPP
    Level 200: 1 HPP และ 1 HAP
    ผลรวม : 5 HPP, 3 HAP
    สกิลประเภท Hyper Active-skill สามารถอัพเต็มได้ทุกสกิล ไม่ต้องเลือก(อัพได้3ใน3สกิล) แต่ Hyper Passive-skillต้องเลือกอัพเพราะแต้มจะไม่พอ (อัพได้เพียง 5ใน9สกิล)
    **กรณีของZeroจะไม่ได้รับ Hyper Skill Points และใช้สกิลอีกประเภท เรียกว่า Transcendent Skills**

    วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560

    บทวิเคราะห์ ตารางEXPและแนวทางการปั้นตัวละครแบบคู่ขนาน

    บทวิเคราะห์เรื่องEXPและแนวคิดเรื่องการเก็บเลเวล

    เนื่องจากกระแสสุดฮอตตั้งแต่เมเปิ้ลประกาศจะกลับมาเปิดในไทย มีผู้เล่นที่ไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวและประวัติการอัพเดทอย่างใกล้ชิดมากนัก วันนี้ทีมงานจึงขอนำเสนอข้อมูลเรื่องEXPที่ใช้ในการอัพเลเวล และ สาเหตุที่เราควรเก็บเลเวลหลายๆตัวละครกันครับ
    ตรวจสอบEXPที่ใช้ได้ที่นี่ >>คลิก<<

    ประวัติการปรับEXP ที่ใช้จนถึงแพทช์V

    อย่างที่ผู้เล่นส่วนใหญ่รู้ๆกันดี ว่านับตั้งแต่แพทช์Big Bangเป็นต้นมา เมเปิ้ลมีการปรับEXPที่ใช้ในการอัพเลเวลลงไปค่อนข้างมาก เหลือเพียงราวๆ ครึ่งนึงของเดิม ยิ่งโดยเฉพาะช่วงเลเวลหลังๆจะยิ่งเห็นผลชัดเจน

    รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
    ภาพจาก www.gamekiller.net
    ซึ่งจะสังเกตุได้ว่า ผู้เล่นจะรับภาระในการเก็บเลเวลลดลงไปค่อนข้างมากจากส่วนนี้ แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะคอมโบการปรับปรุงเกมที่จะต้องมาต่อกันที่แพทช์Chaosกลับไม่ได้ถึงมือผู้เล่นชาวไทย เพราะแพทช์Big Bangเป็นช่วงสุดท้ายที่เซิฟไทยสมัยนั้นเปิดให้เราเล่น
    ต่อมา ในแพทช์Tempestที่มีการปรับเอาค่าStatรองในการสวมอุปกรณ์ออก,ลดเลเวลในการเปลี่ยนคลาส และอีกหลายๆระบบที่ช่วยเหลือผู้เล่นแล้ว ยังมีการลดEXPที่ต้องการในการอัพเลเวลลงอีกเพื่อต้อนรับแพทช์Unleashedที่มีผลในการปรับเลเวลCapขึ้นไปเป็น250
    ท้ายสุด เพื่อเป็นการต้อนรับแพทช์คลาส5ที่อัพเดทมาในแพทช์Vได้มีการสังคายนาสูตรคำนวณ วิธีแสดงผล วิธีคิดแดมเมจต่างๆ สูตรต่างๆในเกม รวมไปถึงEXP Curveที่ลดลงไปอีกราวๆ30%ยิ่งทำให้การเก็บเลเวลง่ายลงไปอีก

    EXP Curve
    ภาพจาก Orangemushroom.net
    แต่เป็นที่น่าเสียดาย เนื่องจากไอเดียของผู้พัฒนาเกม ยังคงต้องการให้ผู้เล่นยังคงเหลือความท้าทายอยู่ ดังนั้น Curveช่วงหลังจากเลเวล200 ไปจนถึง 250 ยังคงไว้ดังเดิม จึงทำให้เกิดความขาดช่วง กลายเป็นกราฟแบบขั้นบันไดที่กระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เล่นยังคงอัพเลเวลยากในช่วงท้ายเกมอยู่

    วิธีคิดEXPที่ใช้ในการอัพเลเวล

    ทีนี้เรามาดูวิธีการคิดEXPในยุคปัจจุบันกันครับ ว่าเค้าคำนวณมายังไง
    Level 15~29, 35~39 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ 1.2
    Level 40~59 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ 1.08
    Level 65~74 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ 1.075
    Level 75~89 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ 1.07
    Level 90~99, 105~139 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ 1.065
    Level 140~179 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ1.0625
    Level 180~199 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ 1.06
    **ช่วงเลเวล30ถึง35 และ 100ถึง105 ใช้EXPเท่าเดิมไม่เพิ่มขึ้น**
    จะเห็นได้ว่า คัวคูณจะค่อยๆลดลงในแต่ละช่วงเลเวล เพื่อป้องกันไม่ให้Curveมันพุ่งเหินฟ้า ผู้เล่นจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ยากลำบากเกินไป

    ภาพจากBasil Marketเวปประเภทกระดานข่าว

    ช่วงคลาสV(End Game Content)

    ต่อมาเป็นช่วงเลเวลท้ายๆ ซึ่งจะเหมือนกับเป็นคนละโลกกับช่วงแรกโดยสิ้นเชิง มีการก้าวกระโดดแบบสองเท่าทุก10เลเวล เพื่อใช้ในการตัดแบ่งช่วงของเนื้อเรื่อง(และคัดแยกผู้เล่นออกจากกัน เพื่อไม่ให้เกาะกลุ่มเกินไป)โดยวิธีคิดเป็นดังนี้

    Level 210, 220, 230 และ 240  คูณสอง จากเลเวลที่แล้ว และ คูณกับสูตรข้างล่างซ้ำอีก
    Level 200 = 2,207,026,470 EXP กระโดดขึ้นทันที(เพราะใช้เท่ากับแพทช์ก่อนหน้า)
    Level 201~209 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ 1.2
    Level 210~219 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ 1.06
    Level 220~229 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ 1.04
    Level 230~239 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ 1.02
    Level 240~249 = EXP ที่ต้องการของเลเวลที่แล้ว คูณ 1.01

    จะเห็นได้ว่า ถ้าเราเก็บเลเวลผ่านไปแต่ละช่วงๆ เราจะปลดล็อคความสามารถใหม่(V matrix slotและArcane Symbol)แต่ก็จะมีกำแพงEXPที่กระโดดขึ้นๆ เพื่อทำให้ผู้เล่นได้พบความท้าทาย และเป็นการเบรคผู้เล่นให้ไปทำของบ้าง ไปแชทบ้าง เดินตลาดบ้าง ทำอะไรหลายๆอย่าง ไม่อยากให้เวลรัวๆไม่พักผ่อน รวมถึงเป็นการเตือนกรายๆเมื่อผู้เล่นรู้สึกไม่ค่อยไหวจะไปต่อ แสดงว่าเราควรไปทำของ และ ปั้นลิงก์ ทำUnionอะไรบ้างได้แล้ว

    คำถามยอดฮิต ทำไมต้องเล่นหลายตัว ปั้นตัวเดียวไม่ได้หรอ

    • คำตอบก่อนเลย ปั้นได้ครับ แต่คุณจะต้องเผชิญกับความยากลำบาก ซึ่งต้องหาอะไรมาชดเชยเพื่อให้ก้าวผ่านไปให้ได้ 
    • อย่างที่บอกในช่วงที่แล้ว EXPแต่ละช่วง ในภายหลัง เราจะต้องเผชิญกับกราฟEXPที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ10เลเวล กว่าเราจะผ่านไปปลดล็อคความสามารถใหม่ๆได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ในแต่ละหนึ่งเลเวลจะยากยิ่งกว่าการปั้นตัวใหม่ ตั้งแต่เลเวล1ถึง170
    • แทนที่คุณจะบอกว่า ขี้เกียจ มีเวลาน้อย เลยขอเล่นตัวเดียวให้ได้250ก็พอ กลายเป็นคุณต้องทุ่มเท ลำบาก และได้ผลลัพธ์ที่น้อยกว่าผู้เล่นอื่นด้วยซ้ำ เนื่องจาก EXP Bonusที่จะได้จากLinkคุณจะไม่ได้ 
    ซึ่งสิทธิประโยชน์ ต่างๆ ที่เราอยากจะบอกมีดังนี้(อยากรู้ระบบไหน ลองคลิกที่รูปดู ถ้าคลิกไม่ได้แสดงว่าทางเวปยังไม่ได้ทำไกด์ อดใจรออัพเดทกันก่อนนะ)
    1. EXP Bonus ,Damage Bonus , HP MP Status และ ประโยชน์อีกมากมายตามจะเลือกสรรค์ จากLink Skill
      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ maplestory link skill
    2. Att และ M.Att จาก Blessing of the Fairy หรือ Empress's Blessingอย่างใดอย่างหนึ่ง
      รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
    3. EXP bonus,เจาะเกราะ,ยืดเวลาบัฟ,ดาเมจบอส ฯลฯ ประโยชน์อีกเพียบตามแต่จะเลือกสรรค์ จากระบบ Union โดยการวางAttack UnitในลงบนBoard
      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ maplestory union
    4. Card Characterที่ปัจจุบันถูกรวมกับUnion ในข้อที่แล้วก็ให้ประโยชน์เราได้อีกมากมายเช่นกัน
      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ maplestory character card
    5. แบ่งตัวกันไปขุดแร่ แชร์Fatigueเพื่อความรวยๆยิ่งขึ้น ยิ่งมีตัวเยอะ ยิ่งได้โควต้าHarvestมาก
      Mining and Herb Collecting
    6. เป็นโอกาสในการเก็บMonster Collectionกับมอนที่เลเวลเหมาะสม ดีกว่าการเอาตัวเลเวลสูงๆที่เกินมอนไปไกลมาตีหาCollectionอยู่ที่เดิม
      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ maplestory reward points
    7. แบ่งตัวละครไปใช้สิทธิลงโดโจให้คุ้มค่าเพื่อรางวัลอันล้ำค่า
      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ maplestory Mu Lung Dojo
    8. แบ่งกันเลี้ยงImp ยิ่งตัวเยอะยิ่งเลี้ยงได้เยอะ เพื่อเก็บรางวัลรายสัปดาห์
      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ maplestory imp
    9. แชร์กันทำกิจกรรมต่างๆมากมายในเกมที่มีจำนวนการเข้าร่วมจำกัด
      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ maplestory voyage
    เวลตัวเดียวพอDIเอยVQเอย ลงบอสลงไรครบหมด จะทำยังไงได้ ก็ต้องตีมอนฟามๆๆๆ เบื่อมั้ยครับ บางคนอาจไม่เบื่อ เพราะไม่มีเวลาทำสิ่งที่ว่ามาได้ครบ แต่บางคนทำครบ ก็เล่นตัวรองเถอะ แล้วค่อยกลับมาเล่นตัวหลักวันรุ่งขึ้น มันไม่หนีไปไหนหรอกครับ เชื่อเถอะ *ยิ้มอย่างเป็นมิตร*